Lotte Fit’s Dance contest สุดยอด Video Viral Contest ที่ควรศึกษา

ช่วงนี้กระแส Video viral ในบ้านเรากำลังมาแรง เวลานี้คงหนีไม่พ้น ชาชัก ของ Unif ที่มีน้องใบเฟิร์นมาเป็น สาวนักชัก Open-mouthed smile ดังขนาดได้ขึ้นเป็น กระทู้แนะนำบนเว็บ Pantip เลยทีเดียว ส่วนใน Youtube ก็มียอดวิวสูงถึง 65,000 วิว แต่ถ้าลองเข้าไปอ่านดู Feedback จาก Comment ต่างๆ แล้วกว่า 90% จะเป็น Comment ที่ออกมาด่าทั้งนั้น ถ้าอยากรู้ว่าด่ายังไงก็ตามเข้าไปอ่านที่ลิงค์ด้านบนได้เลยครับ

..ก่อนเข้าเรื่องผมอยากให้ลองดู Video 2 คลิปนี้ก่อนครับ

ใบเฟิร์นชาชัก
Fit’s Dance จากโฆษณา Lotte

หลังจากดู 2 คลิปแล้วถ้าให้เลือกว่าชอบคลิปไหนผมว่ากว่า 90% (มั้ง) คงจะเลือกคลิปที่ 2 แบบผม Smile with tongue out หลังจากดูคลิปของ LOTTE แล้วผมยอมรับครับว่า ชอบมาก จนขนาดต้องตามไปดูคลิปอื่นๆ ใน Youtube เลยทีเดียว คลิปของ LOTTE จะทำออกมาจะเป็น Series มีหลายตอนมากๆ และน่ารักทุกคลิปเลย ยิ่งไปกว่านั้น LOTTE ยังมีจัดประกวด Fit’s Dance Contest อีกด้วย ตามมาดูกันครับว่า Campaign นี้เขาใช้กลยุทธ์ยังไงในการโปรโมท

  • โฆษณา Series Fit’s จะถูกปล่อยเป็นช่วงๆ บน Free TV ที่ญี่ปุ่น และสามารถเข้ามาดูได้ต่อที่ http://www.youtube.com/user/LOTTE 
  • Website http://lotte-fits.jp มีการประกวดให้ส่งคลิปเข้ามาประกวดท่าเต้นให้เหมือนในโฆษณา ซึ่งตอนนี้จัดมาถึง Season ที่ 4 แล้ว
  • Youtube http://www.youtube.com/user/LOTTE ใช้เป็นช่องทางหลักในการ PR โฆษณา รวมไปถึงแหล่งเก็บคลิปที่ผู้ร่วมประกวดส่งคลิปเข้ามา

จากประสบการณ์การทำ Campaign Video contest ในบ้านเรา ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยประสบความสำเร็จซักเท่าไหร่ และข้ออ้างยอดนิยม คือ เนตบ้านเราช้า คนไทยน้อยคนที่จะอัพวีดีโอเป็น ทำให้ Video contest ไม่ประสบความสำเร็จ แต่ส่วนตัวผมคิดว่ามันก็มีส่วนแต่ไม่สำคัญเท่ากับ Content และตัวอย่างของ Campaign Fit’s นี้จะเป็นตัวอย่างที่ดีเลยครับ

มาดูกันครับว่า LOTTE ใช้กลยุทธ์อะไรบ้างที่ทำให้ Campaign ประกวดวีดีโอดังเป็นพุแตก

กลยุทธ์การทำ Video Contest ของ Campaign Lotte Fit’s Dance contest นั้นก็คือ TVC > Website > Youtube > Buzz

TVC อย่างที่ผมให้ดูคลิปด้านบนถ้าใครดูแล้วคงจะไม่มีใครปฎิเสธว่าเป็น Video ที่เป็น Viral ชั้นดีเลย แต่การที่จะทำให้คนทั่วๆ ไปดูคลิปแล้วต้องมาทำคลิปเต้นประกวดกันเยอะๆ มันไม่ง่ายนะครับ เทคนิคที่ LOTTE ทำและผมคิดว่าเป็นส่วนสำคัญในการทำ Campaign ที่เป็น Video Contest เลยคือ การไกด์ขั้นตอนการทำคลิปส่งยังไงให้ง่าย และน่าสนใจมากที่สุด

image

ตัวอย่างหน้า Campaign ของกิจกรรมนี้ครับ แบ่งเป็น 4 ขั้นตอนง่ายๆ คือ

  1. อ่านรายละเอียดทั้งหมด
  2. Download เพลง
  3. วิธีการเต้น
  4. ส่งคลิปวิดีโอ

อ่านถึงตรงนี้ถ้าเป็นบ้านเราเกือบจะทุก Brand ของเรานั้น จะให้ความสำคัญของขั้นตอนการร่วมสนุกน้อยกว่าของรางวัลที่ผู้ร่วมกิจกรรมจะได้ซะอีก และส่วนใหญ่เราจะใส่วิธีการร่วมสนุกเป็น ข้อความ หรือถ้าดีหน่อยก็จะมีรูป 1 หน้าเท่านั้น แต่ Campaign นี้เขาให้ความสำคัญกับวิธีการเล่นเด่นมาก เกือบทั้งหน้า และในแต่ละขั้นตอนก็แยกย่อยเป็นหน้าๆ อีกเพื่ออธิบายให้ชัดเจน โดยจะเน้นอธิบายด้วยภาพเกือบทั้งหมด

image

หน้ารายละเอียดของ Campaign นี้

image

ขั้นตอนการร่วมสนุก (ภาพรวม)

image

Download เพลงมี 2 เวอร์ชั่น

image

คลิปสอนการเต้น

image

หน้ารวมคลิปทั้งหมด

ยิ่งไปกว่านั้นวัตถุประสงค์ของ Campaign นี้คือการเต้นทาง LOTTE เลยทำวิธีการเต้นออกมาเป็น Step by Step เลยทีเดียว

สุดท้ายเมื่อขั้นตอนการส่งคลิปทำออกมาให้เข้าใจง่าย แล้วยิ่งโฆษณาก็ทำออกมาดี แถมยังเป็น Series ที่ออกมากระตุ้นเราได้เรื่อยๆ อีก ใครละครับที่จะไม่ส่งคลิปเข้ามารวมประกวด และด้วยพลังของ Social network ถ้าคนทำคลิปส่งเข้าประกวดทำออกมาดีแค่ 1 คลิป ก็อาจจะทำให้เกิดกระแสที่เราอาจจะคาดไม่ถึงเลยทีเดียว

image

คลิปนี้มีคนดูทั้งหมด 2.8 ล้านวิว

image

แต่ละคลิปคนดูทะลุ 5 แสนวิว

สรุปสุดท้ายผมคิดว่า Video Content ในบ้านเรายังไงก็มาครับ และแน่นอนว่าถ้าทำ Video Content แล้ว Brand ไหนที่สนใจจะทำ Video contest เพื่อต่อยอด Case study ของ Campaign Lotte Fit’s Dance contest นี้เป็นตัวอย่างที่ดีเลยทีเดียวครับ

รายละเอียดของ Campaign Lotte Fit’s Dance contest

Campaign Name: Lotte Fit’s Dance contest
Campaign Type: Products and services
Campaign URL: http://lotte-fits.jp
Social
Media Channels Used: Youtube
Target Audience: Japanese people
Appeal: Adictiveness
Date: March 2009
Duration: 3 months Every Season

พลิกวิกฤติจากดราม่าใน Social network มาเป็นโอกาสต่อยอดทางธุรกิจ

ทุกวันนี้เวลาที่ผมจะตัดสินใจซื้อสินค้าอะไรซักอย่างนึง สิ่งแรกที่ผมทำคือเข้า Google และทำการ Search หาสินค้าที่เราต้องการจะซื้อเพื่อหาข้อมูลในการประกอบการตัดสินใจ แต่หลายๆ คนทุกวันนี้แค่ค้นหาใน Google ยังไม่พอต้องทำการค้นหาต่อใน Facebook, Twitter ว่า Brand นี้ได้เปิด Facebook Fanpage หรือ Twitter ไว้ด้วยรึเปล่า ซึ่งมีหลายครั้งที่ผมตัดสินใจ “ซื้อ” และ “ไม่ซื้อ” สินค้าเพราะการอ่าน Feedback จากเพื่อนๆ ในสังคมออนไลน์เหล่านี้.. คำถามเกิดขึ้นมาทันทีว่าเราสามารถ “ควบคุม” Feedback แง่ลบ เหล่านี้ไม่ให้เกิด หรือ เกิดขึ้นกับ Brand เราให้น้อยที่สุดได้อย่างไรวันนี้ผมมีคำตอบครับ..

ปัจจุบัน Brand ต่างๆ ได้กระโจนเข้ามาทำ Online Marketing กันอย่างมากมายและพยายามจะใช้เครื่องมืออย่าง Social Network (Facebook, Twitter, YouTube) ในการทำการตลาดเพราะคิดว่า “ใครๆ ก็ทำได้” และ “ต้นทุนต่ำ” ซึ่งจริงๆ แล้วการใช้ Social Network นั้นก็เหมือนดาบ 2 คม คือ ถ้าเกิดก็จะเกิดแบบสุดๆ และ ถ้าดับก็จะดับแบบสุดๆ เช่นกัน หลาย Brand ในบ้านเราคิดแต่ว่า “ทำยังไงให้เกิด, ทำยังไงให้คน Like เยอะๆ” แต่ไม่ค่อยมีใครคิดว่า “ถ้าเกิดปัญหาจะแก้ยังไง, จะมีกลยุทธ์อะไรเพื่อพลิกมาเป็นโอกาส” ส่วนใหญ่จะต้องรอให้เกิดปัญหาก่อนถึงจะค่อยแก้ (วัวหายล้อมคอก) ซึ่งบนโลก Social Network เวลาไม่เคยรอใครเพียงแค่ปล่อยผ่านเพียง 1 วันก็อาจจะส่งผลกระทบร้ายแรงกับ Brand จนกู่ไม่กลับก็เป็นไปได้เช่นกัน

วิธีการ “ควบคุม” Feedback แง่ลบให้เกิดกับ Brand เราน้อยที่สุด หรือ ไม่เกิดเคย เราสามารถทำได้โดย 2 คำง่ายๆ คือ “เข้าใจ” และ “จริงใจ”

  1. เราต้องเข้าใจก่อนว่า Social Network เป็น two-way communication นั้นหมายความว่า “ลูกค้าสามารถคุยกับ Brand ได้ตลอดเวลา” และเมื่อเราเข้ามาสู่โลกนี้แล้วเราต้องพร้อมที่จะ “คุยและตอบคำถามลูกค้าได้ตลอดเวลาเช่นกัน” หลายคนถามว่าต้องตอบทันทีเลยมั้ย? สำหรับผมคิดว่าถ้าตอบทันทีได้เลยจะดีที่สุด แต่ถ้าไม่ว่างก็ไม่ควรที่จะเกิด 1 วัน
  2. ใช้ความจริงใจเข้าสู้เวลาเกิดปัญหา แน่นอนเราไม่สามารถเลี่ยงปัญหาได้ซักวันนึงไม่ว่า Brand ไหนก็ต้องเจอเข้าซักวัน แต่เมื่อปัญหาเกิดขึ้นแล้วหน้าที่ของ Brand ที่จะต้องทำคือ “ใช้ความจริงใจ” ในการแก้ไขปัญหา อย่าโกหก อย่าปิดบัง ถ้าผิดต้องยอมรับผิด และ พร้อมที่จะแก้ไข และอาจจะใช้วิกฤตินี้ในการ “พลิก” มาเป็นโอกาสต่อยอดทางธุรกิจก็ได้ เช่น ให้ส่วนลด, ทำเป็น Promotion, หรือแม้กระทั่ง ลด แลก แจก แถม กันไปเลย

ผมขอยก CASE STUDY ที่น่าสนใจของร้านเสื้อ LOFT

LOFT เป็นร้านค้าขายปลีกเสื้อผ้าชื่อดังในต่างประเทศที่ไม่ต่างจาก Brand อื่นที่ใช้ Social Network อย่าง Facebook ในการทำการตลาด วันนึง LOFT ได้โพสรูป เสื้อผ้า, กางเกงขายาว ซึ่งถูกใส่โดย นางแบบ หุ่นดี สูง และสวย พร้อมกับมี Caption ใต้รูปว่า “Buy Now” พร้อม Link ส่งไปยัง Shopping cart หลังจากโพสรูปสินค้านั้นได้ซักพักลูกค้าใน Fanpage ก็ได้เข้ามา Comment ประมาณว่า “เสื้อผ้าเหล่านี้เหมาะกับพวกนางแบบเท่านั้นแหล่ะ ถ้าไม่สูง ขาไม่ยาว ก็ใส่ไม่สวยหรอก” ซึ่งมีหลาย Comment ก็เห็นด้วยและพิมพ์ไปในแนวทางเดียวกันว่าเขาซื้อไปแล้วก็คงใส่ไม่สวยแน่ๆ ..วันต่อมา LOFT ก็ได้ขึ้นรูปเสื้อผ้าเซ็ตใหม่แต่คราวนี้กลับเป็นเสื้อผ้าที่ถูกใส่โดยพนักงานของบริษัทของ LOFT เองถึงแม้ดูแล้วจะไม่สวยเท่าเซ็ตแรกถ้ากลับได้ใจของลูกค้าใน Fanpage ไปเต็มๆ

รูปเซ็ตแรกที่เสื้อผ้าถูกใส่โดยนางแบบ

รูปเซ็ตแรกที่เสื้อผ้าถูกใส่โดยนางแบบ

หลังจากฟัง Feedback จากลูกค้าแล้ว LOFT ไม่รอช้าจับพนักงานมาแต่งตัวโพสท่าทันที
หลังจากฟัง Feedback จากลูกค้าแล้ว LOFT ไม่รอช้าจับพนักงานมาแต่งตัวโพสท่าทันที
Feedback ลูกค้าหลังจาก LOFT ฟัง Comment ของเขา

Feedback ลูกค้าหลังจาก LOFT ฟัง Comment ของเขา

Feedback ลูกค้าหลังจาก LOFT ฟัง Comment ของเขา

Feedback ลูกค้าหลังจาก LOFT ฟัง Comment ของเขา

จาก CASE STUDY ข้างต้นจะเห็นได้ว่า LOFT “เข้าใจ” ความหมายของ Social Network และ LOFT ใช้ความ “จริงใจ” ในการแก้ไขปัญหาโดยการ “รับฟัง” Feedback ของลูกค้าที่ถึงแม้จะไม่เลวร้ายอะไรมากและ LOFT นำ Feedback นั้นไปปฎิบัติให้เกิดขึ้นจริงทันที่ ซึ่ง LOFT ได้พลิกจาก Feedback ในแง่ลบกลับมาเป็นโอกาสใหม่ๆ ที่สามารถต่อยอดทางธุรกิจได้อีกมากมาย..

สุดท้ายผมเชื่อว่าสิ่งที่ผมพิมพ์มาทั้งหมดนี้หลายคนอาจจะบอกว่ามัน “ง่าย” มากๆ ใครๆ ก็ทำได้ แต่กลับเป็นสิ่งที่หลายคนจะมองข้ามมันเป็นสิ่งแรกเสมอๆ หลังจากอ่านบทความนี้จบหวังว่าในอนาคตเมื่อคุณมีโอกาสแบบนี้เข้ามาจงรีบ “คว้า” และ “พลิก” มันมาเป็นโอกาสนะครับ