กลยุทธ์การหาเสียงของคุณ สุหฤท ที่นักการตลาดต้องติดตาม

นักการตลาดโดยเฉพาะ Digital Marketing ผมว่าลองดูคลิปหาเสียงของคุณ DJ Suharit Siamwalla คลิปนี้ น่าจะได้อะไรหลายๆ อย่าง

คุณ สุหฤท บอกว่าเขาเกิดมาจากโลก Social Network และเมื่อถึงจุดหนึ่งเขามองว่าเขาต้องกระโดดออกมาถึงโลก Online มายัง Offline ถ้าต้องการที่จะให้เกิดกระแสในวงกว้าง

กลยุทธ์ที่น่าสนใจของ สุหฤท ในการปราศรัยครั้งนี้ กลยุทธ์ O2O (Online to Offline) คือ

  1. คุณสุหฤท ประกาศจะเดิน 1 ล้านก้าวทุกวันจนกว่าจะถึงวันเลือกตั้ง
  2. ทุกๆ ก้าวที่เดินถ้าเขาเห็นปัญหาอะไร เขาจะถ่ายรูป และอัพลง Facebook ที่ Application “Vote Suharit”
  3. ตลอดทั้ง Campaign เขาใช้เงิน 5 แสนบาทเท่านั้น (ไม่รู้จริงเปล่า)

Result ที่ได้

คนที่เข้ามาฟังในการปราศรัยครั้งนี้ ประมาณ 4-5 ร้อยคน ซึ่ง Recruit มาจาก Facebook ล้วนๆ และ Earned Media อีกมากมาย

ความเห็นของผม

คุณ สุหฤท ต้องการคือพื้นที่สื่อในการประชาสัมพันธ์ตัวเอง ซึ่งแน่นอนต้องเป็น Earned media (ไม่เสียเงินในการออกสื่อ) 

สิ่งที่คุณ สุหฤท กำลังทำ (เดิน 1 ล้านก้าว) จะทำให้สื่อกระแสหลักหันมามองและเริ่มเสนอข่าวของเขามากขึ้น และที่สำคัญถ้าเขาโตด้วย Social Network แล้วสามารถไปสร้างกระแสในโลก Offline ได้ ผลลัพธ์ที่ได้อาจจะทำให้หลายพรรคหนาวๆ ร้อนๆ เป็นแน่

อยากรู้ว่าคนออนไลน์พูดถึงว่าที่ผู้ว่าคนไหนมากที่สุดลองเข้าไปหาข้อมูลที่ http://realtime.zocialeye.com/bkk2013/ ดูสิครับ

Advertisements

Social Network movement in Thailand 2012

ขอโน้ตเก็บไว้เป็นเพื่อเตือนความจำว่าปีที่กำลังจะผ่านไป (2012) ในมุมมองเรา Social Network ของไทยมีความเคลื่อนไหวอะไรที่น่าสนใจบ้าง นึกอะไรออกจะมาอัพเดทเรื่อยๆ

Social Network movement 2012

Facebook

  • เน้น Quality มากกว่า Quantity หลังจากยุคล่า Like เมื่อปี 2011 ปีนี้ Facebook เพิ่มค่า Talking about this เพื่อมาใช้วัดคุณภาพของ Like มากขึ้น
  • สร้างความแตกต่างด้วย Content Strategy ปี 2012 แบรนด์นับร้อยนับพันกระโดดมาใช้ Facebook Page ในการติดต่อสื่อสารกับลูกค้า ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือ Content ที่ทำยังไงให้ลูกค้ากด Like และมีส่วนร่วมมากที่สุด
  • Unbranded Page เทรนนี้เริ่มร้อนแรงในช่วงครึ่งปีหลัง โดยใช้กลยุทธ์ สร้าง Viral Content, Viral Campaign เพื่อดึงดูดความสนใจของลูกค้าให้กด Like ก่อน หลังจากนั้นค่อยสอดแทรก Product Branind เข้าไป ตัวอย่างเช่น Page เกลียดร้อนใน (น้ำจับเลี้ยง เพียวริคุ), Page คนถูกทิ้ง ของเพลง คนถูกทิ้ง Muzu เป็นต้น
  • ต้องใช้งานผ่าน Smart Device ได้ทั้ง iPhone iPhone Android
  • รายการทีวี วิทยุใช้ Facebook ในการสื่อสารกับแฟนๆ มากขึ้นเช่น สามแยกปากหวาน, รายการในเครือ Atime
  • เพจประเภท Crown sourcing ได้รับความนิยมสูงมากเช่น รวมดาวสาวออฟฟิต, ลูกค้าผู้น่ารัก, ออกพญาหงส์ทอง, 9GAG
Twitter
  • มีการใช้ Twitter ควบคู่ไปกับ SMS ในสื่อกระแสหลักมากขึ้นเช่น  Nation Channel, The Voice Thailand
  • มีการสร้าง Character ตามรายการ หรือละครเช่น แรงเงา และล่าสุด น้องเนยรักโลก ที่ใช้เวลาไม่กี่วันมียอด Follower แตะ 5 หมื่น Follower
Youtube
  • Viral Video Content ได้รับความนิยมอย่างสูงในปีที่ผ่านมา ตัวอย่างเช่น เต๋า สมชาย คิดแค็ต, ครูอังคณา, น้องก้อง เสียใจแต่ไม่แคร์, อนันดา กำนังสไตล์, เพลงลูกอมคนวิวทะลุ 40 ล้าน, กำนันสไตล์ที่บอกตัวเลขว่าคนไทยนิยมดูคลิปนี้เป็นอันดับ 3 ของโลก

Instagram

  • ปีนี้ใช้เป็น Campaign Support พวก Website Campaign หรือ Facebook Campaign ซะส่วนใหญ่
  • Campaign ส่วนใหญ่จะให้โพสรูปติด #Hashtag โหวตเป็นหลัก
  • Case ที่น่าสนใจคงเป็นของ Sansiri ที่จ้าง Influencer โพสรูปติด Hashtag แล้วนำรูปเหล่านั้นไปจัดเรียงเป็น Gallery เพื่อใช้ในการประชาสัมพันธ์
Best Case study in Thailand
  • The Voice Thailand เป็นเคสตัวอย่างที่ใช้ Social Network เต็มรูปแบบและ synergy Online <> Offline อย่างน่าสนใจ
    • Twitter ใช้ Influencer ของรายการทวีตในระหว่างการแข่งขันตลอดเวลา
    • Youtube ทีมงานอัพโหลดวีดีโอหลังจากจบรายการมีกี่ชั่วโมงทันที และนักร้องแต่ละคนมียอดวิวแตะหลักแสนเกือบทุกคลิบ
    • Facebook มีการเตรียม Content เพื่อให้คนที่ดูรายการแชร์ทันที
  • ตัวอย่างที่เห็นเป็นรูปธรรมอีกตัวอย่างคือ ละครเรื่อง แรงงาน ช่องสามประกาศ Rating ละครเรื่องแรงเงาภาคนี้ว่า สูงสุด ตั้งแต่ก่อตั้งช่องสามมาแล้ว ซึ่ง Social Network เป็นตัว Support อย่างมาก

เพิ่มประสิทธิภาพการตลาดผ่านเฟซบุ็ค โดยหยุดล่าไลค์ (Like) อย่างไม่ลืมหูลืมตากันดีกว่า

ถ้าพูดถึงคำว่าไลค์ (Like) หรือ “ชอบ” ทุกวันนี้ทุกคนก็จะนึกถึง Facebook ใช่ไหมครับ บทความนี้หลายคนอาจจะแปลกใจว่า เอ…ทำไมวันนี้ผมมาแปลก ที่เชิญชวนให้มาหยุดล่าคนกดไลค์ แล้วอย่างงี้เราจะทำธุรกิจได้อย่างไร ถ้าไม่มีไลค์เราจะทำธุรกิจบนเฟสบุ๊ค ได้อย่างไร? วันนี้ผมมีคำอธิบายครับ

ปัจจุบันธุรกิจร้านค้าต่างๆ ในเมืองไทย ต่างหันเข้ามาใช้เฟซบุ็ค เป็นช่องทางในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าและเป้าหมายกันอย่างมาก โดยตัวเลขที่ใช้วัดว่า เฟซบุ็คของธุรกิจคุณมีคนนิยมเข้ามาใช้บริการ ก็คือ จำนวนคนกดไลค์ (Like)  หรือ “ชอบ” ยิ่งมีคนไลค์มากเท่าไร ยิ่งทำให้ธุรกิจคุณสามารถเข้าถึงและสื่อสารกับลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจได้มากขึ้นเท่านั้น บางแห่งเริ่มนำมาใช้เป็นตัวเลขวัดผลความประสบความสำเร็จของการทำการตลาดผ่านทางเฟซบุ็ค โดยวัดผลกับเฟซบุ็ค ของคู่แข่ง  จึงทำให้ ตอนนี้บริษัทหรือธุรกิจต่างๆ หันมาสร้างหรือไล่ล่า จำนวนไลค์กัน อย่างไม่ลืมหูลืมตา โดยไม่สนว่าคนที่เข้ามากดไลค์จะเป็นกลุ่มเป้าหมายของเราหรือไม่ก็ตาม

โดยตอนนี้เฟสบุ๊คเพจของคนไทยที่มีจำนวนคนกดไลค์ที่มากกว่า 2 ล้านคน มีทั้งหมด 3 เพจ และมีคนกดไลค์มากกว่า 1 ล้านคน ทั้งหมด 20 เพจ (อ้างอิงจาก http://zocialrank.com/facebook) แต่คุณเชื่อไหมครับว่า หากมองย้อนกลับไปเมื่อต้นปี 2012 ที่ผ่านมา หรือ 6-7 เดือนที่ผ่านมา ประเทศไทยมีเฟสบุ๊คเพจที่มีจำนวนคนกดไลค์มากกว่า 1 ล้านคน เพียงแค่ 2 เพจเท่านั้น นั้นก็คือเฟซบุ็คเพจของ คุณตัน อิชิตัน และ วงดนตรีบอดี้สแลม แต่ทำไมผ่านไปเพียงไม่กี่เดือนกลับมีเฟซบุ๊กเพจที่มีจำนวนคนกดไลค์มากว่าล้านเพิ่มขึ้นมากกว่า 20 เพจเลยทีเดียว มันเกิดอะไรขึ้น?

ด้วยตัวเลขคนกดไลค์เยอะมากขึ้น ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าคนไทยนิยมใช้เฟสบุ๊คมากขนาดไหน โดยเฉพาะชาวกรุงเทพฯ ที่ติดลำดับเมืองที่มีประชากรใช้เฟสบุ๊คมากที่สุดในโลก แต่การที่มีประชากรใช้เฟสบุ๊คเยอะ ก็ไม่จำเป็นที่เฟสบุ๊คเพจต่างๆ จะมีจำนวนการเติบโตสูงตามไปด้วย แล้วปัจจัยอะไรละ? ที่ทำให้เฟสบุ๊คเหล่านั้นเติบโตด้วยยอดไลค์สูงได้ขนาดนั้น

เมื่อช่วง หลายเดือนที่ผ่านมา มีคนไทยหลายกลุ่มที่สนใจเฟซบุ็ค ได้คิดกลยุทธ์ต่างๆ มายมายที่จะ “หลอกล่อให้เรากดไลค์ ที่เฟซบุ๊คเพจที่เขาสร้างขึ้นมา” โดยบางครั้งคุณอาจจะกดไลค์ไปโดยที่คุณเองไม่ได้ตั้งใจก็ได้  ซึ่งวิธีการก็มีด้วยกันหลายวิธี เช่น การสร้างแอพขึ้นมาให้สุ่มรูปภาพทำนายคู่รัก เพื่อนรักขึ้นมาเมื่อคุณกดไลค์ หรือจะเป็น การมีเกมส์หรือของรางวัลมาให้เล่นหรือล่อ หรือการโพสหรือลงประกาศข้อความพาดหัวให้เชิญชวนให้อ่านในเฟซบุ๊คเพจ หรือหากคุณอยากอ่านข่าว อยากดาวน์โหลดไฟล์ต่างๆ คุณต้องกดไลค์เพจก่อน คุณถึงจะได้ในสิ่งที่คุณต้องการ (แหม… ช่างแยบยลนัก) เป็นต้น โดยทุกวิธีการที่กล่าวมา ใครจะเข้ามาร่วมเล่น หรือเข้ามาดูคุณจำเป็นจะต้องกดไลค์ในเฟซบุ๊คเพจนั้นก่อน ซึ่งบางแห่งก็ใช้วิธีการติดปุ่มไลค์เพจไว้ที่เว็บไซต์เลย

วิธีการเหล่านี้แหล่ะครับ เป็นวิธีการสร้างให้คนกดไลค์เฟซบุ๊คเพจ ในรูปแบบและวิธีใหม่ และเป็นเทคนิคสำคัญที่ทำให้หลายๆ เฟซบุ็คเพจมีคนเข้ามากดไลค์สูงขึ้นจนผิดปกติ และเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นอย่างมาก

ล่าสุดเมื่อไม่กี่วันมานี้ เฟสบุ๊คเริ่มมีการเอาจริงในการตรวจสอบในเรื่องนี้  โดยหากพบว่าเฟซบุ็คเพจใดที่ใช้วิธีการที่ล่อหลอก ให้คนเข้าไปกดไลค์ในรูปแบบนี้อาจจะเข้าข่ายของการโดน “แบนเฟซบุ็คเพจ” นั้นไปเลย จากที่เมื่อก่อนอย่างมากก็อาจจะเป็นแค่การ “แบนแค่แอพที่ใช้เล่นเท่านั้น”

เฟสบุ๊คเองได้มองเห็นปัญหาของการไล่ล่าให้คนกดไลค์กันอย่างบ้าคลั่งอย่างไร้เหตุผล เฟสบุ๊คจึงกำหนดค่าตัวเลขใหม่ขึ้นมา ที่ชื่อว่า “ถูกพูดถึง (Talking about this)” ซึ่งค่าของตัวเลขนี้จะมาจาก จำนวนคนที่เข้ามาส่วนร่วม (Engage) หรือมีกิจกรรมกับเฟซบุ๊คเพจของคุณ เช่น การเข้ามากดไลค์ในแต่ละข้อความ, การแชร์ (Share) หรือแบ่งปันข้อความของคุณออกไป, การเข้ามาโต้ตอบ หรือเขียนข้อความลงในหน้าเฟซบุ๊คเพจของคุณ หรือเข้ามาร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่คุณมีในเฟซบุ็คของคุณ ซึ่งกิจกรรมทั้งหมดที่เกิดขึ้นจะทำให้ค่าของ “ถูกพูดถึง (Talking about this)” เพิ่มมากขึ้น

นั้นหมายความว่า ถ้าเฟซบุ็คเพจไหนมีจำนวนคนกดไลค์เยอะ แต่ค่าตัวเลข ถูกพูดถึง (Talking about this)“ ต่ำ นั้นแสดงว่าเฟซบุ๊คเพจนั้นๆ ไม่ได้รับความสนใจจากสมาชิกในเพจนั้นๆ นั้นหมายถึงคุณพูดหรือสื่อสารอะไรออกไป ก็ไม่มีคนเห็น ไม่มีคนดู ซึ่งมันหมายถึงประสิทธิภาพในการสื่อสารไปยังลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายก็น้อยลงด้วยเช่นกัน  ซึ่งวิธีการที่จะดูตัวเลข ”ถูกพูดถึง (Talking about this)”  ก็สามารถเข้าดูได้ที่หน้าเฟซบุ๊คเพจของคุณ มันจะอยู่ข้างๆ ตัวเลขไลค์ ด้านบนครับ (ดูภาพด้านล่างประกอบ)

ส่วนวิธีการที่จะทำให้เฟซบุ็คเพจของคุณ “ถูกพูดถึง (Talking about this)” เพิ่มมากขึ้น คุณต้องเพิ่มการ “มีส่วนร่วม” กับเฟซบุ๊คเพจนั้นๆ โดยมีปัจจัยหลายๆ อย่างที่สำคัญได้แก่ ลักษณะการพูดคุยแบบเป็นมิตร, การตอบคำถามสมาชิกในเพจอย่างสม่ำเสมอ, คุณภาพของข้อมูลที่นำมาลง, การสร้างประสบการณ์ที่ดีกับสมาชิกในเพจ ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็น ส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ สมาชิกที่กดไลค์เพจของเราออกมามีส่วนร่วมและปฏิสัมพันธ์ (Interact) กับธุรกิจหรือสินค้าของเรามากขึ้นผ่านทางเฟซบุ๊คเพจ และเมื่อสมาชิกมีส่วนร่วมกับคุณมากขึ้นเท่าไหร่ โอกาสที่คุณจะสามารถสื่อสารและสร้างความเข้าใจในสินค้าหรือบริการของคุณก็ไม่ใช่เป็นเรื่องยากอีกต่อไป

 ปัจจุบันเฟสบุ๊ค ได้ให้ความสำคัญกับค่า “ไลค์” และ “ถูกพูดถึง” พอๆ กันครับ เพราะค่าตัวเลขทั้ง 2 ตัวนี้ ควรจะเติบโตไปพร้อมๆ ซึ่งถึงจะเป็นวิธีที่ถูกต้องและควรทำ เพราะมันจะแสดงให้เห็นถึง “ความมีประสิทธิภาพในการสื่อสารกับลูกค้าของคุณผ่านทางเฟซบุ็ค” ลองเริ่มเปรียบเทียบตัวเลข “ถูกพูดถึง” ของคุณกับคู่แข่งของคุณ ว่าใครมีประสิทธิภาพ (Efficiency) มากกว่ากัน จะดีกว่าที่มาดูแต่ตัวเลขคนกดไลค์เพียงอย่างเดียว  ดังนั้นถ้าใครยังคิดว่า ต้องมีตัวเลขคนกดไลค์ในเฟซบุ็คต้องเยอะไว้ก่อน  ผมต้องบอกว่า เชย มากๆ เลยล่ะครับ อยากลองดูว่าคู่แข่งของคุณ หรือว่าในประเทศไทย เฟซบุ็คเพจไหนมีถูก “พูดถึงมากที่สุด” ลองไปดูได้ที่ http://zocialrank.com/facebook ได้เลยครับ

ต้นฉบับ : http://www.pawoot.com/like-and-who-talking-about